บล็อกเพื่อบล็อก และ บล็อกเพื่อเงิน

แปลกใหมที่บางทีคนเราตั้งใจ ทำอะไรสักอย่าง แล้วไม่ใด้ดังหวัง..

ยกตัวอย่างง่ายๆ เขียนบล็อกด้วยความตั้งใจ แต่ไม่มีรายได้พอในบล็อกนั้น ..
ก็เลยคิดว่า เอาบล็อกที่ตัวเองสร้างมา ใส่โฆษณาเยอะๆ จนเสียความเป็นตัวเองไป
คนอ่านก็ด่า ฉิบ.. เขียนจนเสียความเป็นตัวเองไป เพื่อหวัง ผลด้านทราฟริก ..

จอห์นเองไม่แนะนำให้ทำอย่างนั้น มันเสียความเป็นศิืลปะ ถ้าเป็นการเล่นฟุตบอลก็มีแต่กระแทกๆๆ จะเอาบอลให้ได้
แต่ให้คุณ ดีไซน์ตัวเองใหม่ดังนี้…

ยกตัวอย่าง เคยสงสัย ใหมว่า บล็อกเกอร์ที่มีรายได้เยอะๆ บล็อกเขาไม่เห็นติดหอยอะไรเลย แล้วรายได้มันมาจากไหน..
ที่เอามาให้ดู อวดอ้างถึงความสำเร็จ .. เขาไม่เคยกระหน่ำโฆษณา หรือแม้แต่ ยัดเยียดให้คนอ่าน กด adsense ให้เขา..

แต่ เค้ามีบล็อกมากกว่า 1 บล็อก อาจจะเป็น 2-3 บล็อก

บล็อกแรก ก็มีเพื่อที่จะเขียนเผยแพร่ความรู้ ขาวใสไร้สิว แต่อีกด้าน เค้าอาจจะมืด…

แต่ที่สำคัญ เขาจะไม่เอา 2 อย่างมาปนกันเด็ดขาด เช่น ใช้บล็อกขาว ไปหาืทราฟริก จากทางมืด

ประเด็นของ บล็อกเพื่อบล็อก และ บล็อกเพื่อเงิน ที่สำคัญคือ แยกให้ออกว่า บล็อกไหน เป็นบล็อกไหน

อยากขาวสะอาด ก็ขาวไป

ส่วนบล็อกไหน ที่มีสำหรับปั่นรายได้จาก Adsense จะเทาจะมืด ก็ทำไป เพราะว่ามันคือรายได้
หลายๆคนเอาบล็อก ขาว และบล็อกดำ ปนกัน ..ก็เลยไม่ใด้ดีสักอย่าง…
บล็อกเกอร์ 1 คนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องมี บล็อกมากกว่า 1 บล็อก

ถ้าวันใดบล็อกที่เราตั้งใจเขียน มุ่งเน้นด้านกำไร เกินไป คนอ่านเค้าจะดูออก
ส่วนบล็อกอีก บล็อกหนึ่งทำเพื่อหาเงิน อยากเขียนอะไรก็เขียนไป
ใส่โฆษณาอะไรลงไป ก็ทำไปเถอะ เพราะคนอ่านยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าใครเป็นเจ้าของ …

อย่าลืมนะครับ เหรียญมันมีสองด้าน อย่าพยายาม จับมันตั้งขึ้น
เพราะว่าตั้งยังไง มันก็พร้อมที่จะล้มเสมอ

เขียนบล็อกก็เช่นกัน อย่าเอาบล็อกดีๆ ที่มีคอนเซปท์ ชัดเจน มาเขียนเพื่อเรียกทราฟริก และ เงินจาก Adsense อย่างเดียว
เพราะมันมีรายได้จาก ตรงนั้นไม่พอจริงๆ เหมือน redtor.com

ถ้าจะไปด้านไหน ก็ต้องไปให้สุดๆ เหลือผักชีโรยหน้าเล็กน้อย
แค่นี้คุณก็จะไม่เครียดแล้วแหละ ว่าบล็อกคุณจะออกมาแบบไหน.. :-)

จอห์นเองก็มีทั้งบล็อกขาว และบล็อกดำ เพราะฉะนั้น ผู้อ่านที่หมั่นใส้ก็จงทำใจซะ..
มันมีเรื่องที่กล่าวมาข้างต้นอยู่จริง..

เปิดใจเถอะครับ ออกมาเดินตลาด .. จะเห็นว่า เขาไม่ใด้ขายเฉพาะกับข้าว  เสื้อผ้า กาแฟเย็น
แต่ในซอกหลืบแห่งหนึ่งของตลาด ก็มี อุปกรณ์เล่นไฮโล ไพ่ ปูปลาน้ำเต้า ขายเกลื่อน …

โลกของการหารายได้จากอินเตอร์เน็ต ก็เหมือนกับตลาดที่บ้านคุณ ยังไงอย่างงั้นแหละ..
เราปลงแล้ว … คุณปลงหรือยัง..??

Written by จอห์น เรดเตอร์ on September 28th, 2008 with 10 comments.
Read more articles on Blog.

เส้นกั้นระหว่าง ความคลาสสิก กับความเกลื่อน

ไม่บ่อยนักที่จอห์นเองจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องเพลงสักเท่าไหร่ ส่วนตัวแล้ว มักจะพยายามสร้างมุมมอง
ในตัวเองทุกๆ เรื่องไม่จำกัด  และมักจะเอาทุกเรื่องมาผูกกันเสมอๆ

ความคลาสสิก อาจจะจำแนกได้ง่ายๆ ดังนี้

  1. เนียนโคด เกิดจากการทุ่มทุนอย่างหนัก กรณีการทำเว็บก็เช่นกัน ขอยกตัวอย่าง อย่างหน้าตาของ เว็บ google
    ซึ่งหน้าตาธรรมดามาก แต่ว่าความสามารถสูงมาก และแน่นอน ว่าต้องใช้เงินทุนมหาศาล ในการพัฒนาขึ้นมา แต่ถึง
    แม้จะเป็นการทุ่มทุนมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับ รายได้ตอบแทนกลับมา และทุกคนยอมรับ เค้าเรียกว่า คลาสสิกแต่คุ้ม
  2. เนียนแบบเบสิก เนียนด้วยความเป็นตัวเอง เหมือนรองเท้าถูกๆ คู่หนึ่ง ไม่แพงมาก แต่ดูยังไงก็สวย ยกตัวอย่าง รองเท้า
    Converse (ต้อง สีดำ กับ สีแดงหุ้มข้อด้วยนะ)

ความคลาสสิก ไม่ใด้หมายถึงความเก่านะ แต่หมายถึงการคอลโทลทุกอย่างให้ลงตัวต่างหาก
อย่างไรก็ตาม ความคลาสสิกนั้น ไม่ใด้ใช้ ในแง่ของ เว็บ แฟชั่น อย่างเดียวนะ นั่นยังหมายถึงความ งามและทรงคุณค่าของ
ทุกเรื่องด้วย ยกตัวอย่างเรื่องเพลง ดีกว่า

เพลง เฮาบ่สมกัน คือความคลาสสิกของการเล่าเรื่อง พื้นๆใช้นักแสดงที่ธรรมดามาก เหมือนรับจ๊อบหลัง งานก่อสร้าง

พระเอกมิวสิค เพลง เฮาบ่สมกัน
หน้าอย่างนี้ก็เป็นพระเอกมิวสิคได้แล้วแหละ … คุณว่าไง ??

นักร้องนำ เพลง เฮาบ่สมกัน Big one กันทรลักษณ์ (น่าจะ อ.หนึ่งใน จ.ศรีษะเกษ)

มิวสิควิดิโอที่ใช้ทุนต่ำ โดยใช้นักแสดง โนเนม แต่เรื่องราวที่เดินนั้นคลาสสิก
เรื่องของ ความต่างกันของชนชั้น แต่ก็ไม่พบความรุนแรงหรือการเสแสร้งแต่อย่างใด..
เรียกว่ามือใหม่หัดเนียน ทำให้เกิดความสมจริง

มิวสิควิดิโอ เพลง เฮาบ่สมกัน

 แน่นอนความคลาสสิก ยังซึมลึกเข้าไป ในเนื้อเพลง และดนตรี ที่ทางค่ายใหญ่
มีแต่เงิน แต่ยังขาดความลุ่มลึก
ในดนตรี และเนื้อร้อง เพราะการทำเพลงแบบนายทุน
ทำให้ขาดความคลาสสิกในเรื่องดนตรี.. แน่นอนเงินอย่างเดียวซื้อความคลาสสิกไม่ใด้
ที่นี่มาดูเพลงเดียวกัน แต่คนละมิวสิควิดิโอ เปรียบเทียบกัน


โดยไม่คำนึงถึง อารมณ์ของเพลง และเต็มไปด้วยการแสดง

เพราะฉะนั้นการได้มาซึ่งความคลาสสิกนั้น ไม่ต้องใช้เงินเยอะ
แต่สำคัญที่การเข้าถึงของมันต่างหาก  

ความคลาสสิกในเชิง blogging คือ เขียนในสิ่งที่เราอยากเขียน ไม่ใช่ว่ารับจ้างมาเขียน ถ้าเงินเข้ามา
เกี่ยวข้องเมื่อไหร่ หรือ ยึดกับรายได้เป็นหลัก ตอนนั้น ความคลาสสิก จะหายไป  ตัวกะผ้มเอง จะได้มาเขียน
เล่าในตอนต่อไป ..

เห็นใหมละว่าผมโยงสองเรื่องนี้เข้าด้วยกันอย่างหน้าตาเฉย.. :-)

Written by จอห์น เรดเตอร์ on September 12th, 2008 with 10 comments.
Read more articles on Blog.


eXTReMe Tracker